ขัดแย้งตะวันออกกลาง กระทบราคาน้ำมัน 1-3 เดือน ค่าระวาง-ประกันภัย ทะยาน 400–500%
กกร. ชี้ ขัดแย้งตะวันออกกลาง กระทบราคาน้ำมัน-ก๊าซพุ่ง 1-3 เดือน ค่าระวางเรือ-ประกันภัย ทะยาน 400–500% แนะ! ผู้ส่งออก ชะลอส่งสินค้าไปตะวันออกกลางรอสถานการณ์ชัดเจน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าผลการประชุมได้วิเคราะห์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ
และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก
“ราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มขึ้นจำกัด แตกต่างจากช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่ราคาพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยแตะระดับ 150 ดอลลาร์ เนื่องจากปัจจุบันซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกยังมีเหลือมากกว่าความต้องการ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ราคาน้ำมันยังไม่น่าทะลุ 100 ดอลลาร์ในเร็วๆ นี้ โดยอาจเคลื่อนไหวบริเวณ 80 ดอลลาร์ ขณะที่ ราคาก๊าซ LNG จะปรับขึ้นจากระดับ 10 ดอลลาร์ ไปสู่ 20–25 ดอลลาร์ และมีโอกาสแตะ 30 ดอลลาร์ แต่จากการประเมินร่วมกับทีมงานด้านพลังงานของ ปตท. ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งลุกลามไปถึงแหล่งผลิตน้ำมันหรือโรงกลั่น อาจต้องประเมินผลกระทบใหม่อีกครั้ง“
ซึ่งในเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6-2.0% ส่วนการส่งออกยังคงประมาณการที่ -1.5 ถึง 0.5% และเงินเฟ้อ 0.2-0.7%
ทั้งนี้ ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
ด้านนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย วิเคราะห์ในมุมเกี่ยวกับ การขนขนส่งสินค้าทางเรือในสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ว่า ต้องแยกพิจารณาทั้งการขนส่งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในประเทศได้รับผลกระทบบ้างจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น เพราะต้นทุนค่าน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 40-50% ของค่าใช้จ่ายขนส่ง จึงอาจทำให้ค่าขนส่งปรับเพิ่มตามไปด้วย แต่ผลกระทบยังไม่รุนแรงมากนัก
ส่วนการขนส่งระหว่างประเทศ มองว่า ผลกระทบมีนัยสำคัญและเป็นปัญหาระดับโลก คล้ายช่วงโควิด-19 ทั้งจากปัจจัยราคาพลังงาน และภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากตู้ที่ส่งไปตะวันออกกลางไม่สามารถเข้าท่าเรือได้ ทำให้ตู้หายไปจากระบบ ส่งผลให้ซัพพลายตู้ในตลาดโลกลดลง และดันค่าระวางเรือปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด
โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออก จำเป็นต้องนำเข้าตู้เปล่าปีละประมาณ 1,000,000–1,500,000 ตู้ เพื่อรองรับการบรรจุสินค้าขาออก ซึ่งปริมาณตู้หนักที่เข้ามาแล้วขนถ่ายสินค้าออก ยังไม่เพียงพอกับความต้องการส่งออก หากไทยไม่แข่งขันราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าอาจถูกส่งไปยังประเทศที่ให้ราคาสูงกว่า เช่น เวียดนาม หรือ มาเลเซีย
รวมถึงยังมีต้นทุนประกันภัยเรือในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะค่า War Risk Insurance ที่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 400–500% และแม้จะยอมจ่ายค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น เรือจำนวนมากก็ยังไม่กล้าเข้าเทียบท่าในพื้นที่ความขัดแย้ง
สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าปลายทางตะวันออกกลาง แนะนำว่า หากเรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ มีแนวโน้มสูงที่จะนำตู้สินค้าไปถ่ายเก็บไว้ที่ท่าเรืออื่นชั่วคราว (Discharge) เพื่อรอสถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งจะทำให้เกิดต้นทุนค่าเช่าพื้นที่และค่าเก็บรักษาเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา
“ตอนนี้ใครที่จะส่งของไป Middle East ถึงแม้จะมีการเรียก Surcharge แล้วก็ตาม วันนี้ตัวเลขที่คุยกันคือ ตู้ 20 ฟุต ประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐ ตู้ 40 ฟุต ประมาณ 3,000 เหรียญสหรัฐ และตู้ห้องเย็นหรือ Reefer ประมาณ 4,000 เหรียญสหรัฐ ผมอยากให้ชะลอก่อน อย่าเพิ่งรีบ เพราะถึงคุณจ่าย Surcharge แล้วเอาของใส่ตู้ไป ของก็ยังไปไม่ได้ ถ้าเรือเข้าไม่ได้ก็ต้องเอาไปกองไว้ที่อื่น ซึ่งยิ่งกองนานเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น รอสถานการณ์ให้ชัดเจนหรือปกติก่อน จะช่วยเซฟต้นทุนได้มากกว่า”
ขณะที่ นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเบื้องต้นว่า หากราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4–0.5% แต่มองว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ อุปสงค์ในประเทศยังมีช่องว่าง ทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าเป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้งกองทุนน้ำมันยังมีศักยภาพช่วยประคับประคองในระยะสั้น
“ถ้าราคาน้ำมันโลกขึ้นเฉลี่ย 10 เหรียญตลอดทั้งปี เงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มราว 0.4–0.5% แต่ต้องเป็นการขึ้นทั้งปี ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญ และหากเศรษฐกิจชะลอต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ กนง. ก็น่าจะพร้อมพิจารณาดำเนินนโยบายเพิ่มเติมได้”
ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลาที่ประเมิน แต่ทิศทางต่อจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเติบโตและความเสี่ยงใหม่ ๆ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับเสถียรภาพด้านเงินเฟ้ออย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้พูดถึงประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ.
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB